รายงานผลการศึกษา เรื่อง ระบบงบประมาณไทย: สภาพปัญหาและข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป
7
6
ประเภททรัพยากร
จำนวนหน้า/ขนาด
124
หน่วยงานที่เผยแพร่
วันที่เผยแพร่
2568-01
สิทธิ์ในการเข้าถึง
เจ้าของสิทธิ์
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
ข้อมูลอ้างอิง
สำนักกรรมาธิการ 1 กลุ่มงานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ, สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รายงานผลการศึกษา เรื่อง ระบบงบประมาณไทย: สภาพปัญหาและข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป. Retrieved from: https://hdl.handle.net/20.500.14156/2007619.
เนื้อเรื่องย่อ
ระบบงบประมาณเป็นกลไกสำคัญที่ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ
และเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการขับเคลื่อนแผนและนโยบายให้เกิดผลจริง แต่ระบบงบประมาณ
ปัจจุบันยังคงมีปัญหาอยู่หลายประการที่ทำให้รัฐบาลส่วนใหญ่ไม่สามารถผลักดันนโยบาย
ให้เป็นไปตามที่ได้ประกาศไว้ได้ รวมถึงยังเกิดปัญหาเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลังของประเทศด้วย
คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร
จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบงบประมาณไทย เพื่อทำหน้าที่
ในการศึกษาและประมวลข้อมูลจากเอกสารวิชาการ ข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะ รวมถึงการ
รวบรวมข้อมูลจากการเชิญหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ เข้ามา
ให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดของระบบงบประมาณไทยในปัจจุบัน เพื่อให้ได้
แนวทางการปฏิรูประบบงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สอดคล้องกับนโยบายคณะรัฐมนตรี
และประชาชนมีส่วนร่วม ตลอดจนเพื่อนำไปสู่การเสนอแนวทางการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยวิธีการ
งบประมาณไปในคราวเดียวกัน
สำหรับปัญหาและข้อจำกัดของระบบงบประมาณไทยในปัจจุบันมีอยู่ ๕ ประการสำคัญ ดังนี้
๑) ระบบงบประมาณของไทยมีลักษณะกระจัดกระจาย ไม่ได้เป็นระบบงบประมาณ
รวมยอด (Consolidated budget) ระบบงบประมาณในปัจจุบันไม่นับรวมเงินนอกงบประมาณ
ของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกองทุนหมุนเวียน ไม่มีการประมวลข้อมูล
รวมยอดของงบประมาณรายจ่าย งบประมาณรายได้ และหนี้สาธารณะและภาระทางการคลังของ
ภาครัฐอย่างครบถ้วน
๒) กลไกกำกับวินัยการเงินการคลังอ่อนแอ การจัดเก็บรายได้ของรัฐไม่เพียงพอ
แต่มีการใช้จ่ายที่เกินตัวในภาวะไม่เหมาะสม ส่งผลให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น สะท้อนถึงการไม่สามารถรักษา
สมดุลระหว่างการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจกับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและ
ยั่งยืน
๓) การจัดสรรงบประมาณเป็นแบบฐานอดีต การจัดทำงบประมาณไม่มีความยืดหยุ่น
และไม่เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป สะท้อนให้เห็นจากแผนงานโครงการที่มีการปรับเปลี่ยน
เพียงเล็กน้อยในแต่ละปี
๔) การใช้จ่ายงบประมาณขาดประสิทธิภาพ ตัวชี้วัดขาดความท้าทายที่จะช่วยกระตุ้น
ให้หน่วยงานยกระดับการทำงาน ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และยังพบว่ามีปัญหา
การเบิกจ่ายที่ล่าช้า ไม่เท่าทันสถานการณ์
๕) ระบบธรรมาภิบาลอ่อนแอ ไม่โปร่งใส และตรวจสอบได้ยาก ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล
ที่เป็นปัจจุบันอย่างครบถ้วนและง่ายต่อการทำความเข้าใจ ไม่มีองค์ประกอบที่ช่วยให้ภาครัฐ
และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตาม วิเคราะห์ และกำกับตรวจสอบงบประมาณ
จากปัญหาและข้อจำกัดในปัจจุบัน คณะกรรมาธิการฯ จึงมีข้อเสนอไปสู่การปฏิรูประบบ งบประมาณไทยทั้งหมด ๕ ประการ ดังนี้ ๑) การจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด ประกอบด้วยการรวมเงินนอกงบประมาณ เข้าสู่การจัดทำงบประมาณ การรวมงบประมาณรายได้ - รายจ่าย หนี้สาธารณะและภาระการคลังอื่น ทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตั้งแต่ก่อนการจัดทำงบประมาณ การแสดงข้อมูลหนี้สาธารณะ และภาระทางการคลังอื่นของรัฐอย่างเป็นระบบในเอกสารงบประมาณ และการรวบรวมภาระทางการคลัง ที่รัฐบาลอาจต้องแบกรับในอนาคต เพื่อให้สะท้อนถึงความเสี่ยงทางการคลังในอนาคต ๒) การเพิ่มศักยภาพกลไกกำกับวินัยการเงินการคลังให้เข้มแข็ง ประกอบด้วยการเพิ่ม ศักยภาพการกำกับของรัฐสภา และการเพิ่มศักยภาพการกำกับของคณะกรรมการนโยบายการเงิน การคลังของรัฐ ๓) การเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณฐานอดีตไปสู่การจัดสรรงบประมาณฐานศูนย์ ประกอบด้วยการปรับปรุงการวางแผนงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลให้มีการจัดลำดับความสำคัญ ทางนโยบายและกำหนดทิศทางการจัดสรรงบประมาณแบบ “คิดใหม่ ทำใหม่” การปรับปรุงการจัดทำ ร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับการจัดลำดับความสำคัญทางนโยบาย ของรัฐบาล และการปรับปรุงประสิทธิภาพและเพิ่มอำนาจในการพิจารณาและอนุมัติงบประมาณ ของสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการ ๔) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ ประกอบด้วยการปรับปรุงการกำหนด เป้าหมายตัวชี้วัดให้สามารถสะท้อนผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานได้จริงและกระตุ้นให้หน่วยรับงบประมาณ ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน การปรับหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณ ให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น และการปรับแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างให้คำนึงถึงความคุ้มค่า มากกว่าแค่ราคาต่ำเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ได้รับอุปกรณ์และบริการที่มีคุณภาพ ๕) การสร้างระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ประกอบด้วยการเปิดเผย ข้อมูลงบประมาณอย่างครบถ้วน เป็นปัจจุบัน และเข้าถึงได้ง่ายเพื่อสร้างความโปร่งใส การเปิดช่องทาง การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการงบประมาณอย่างมีความหมาย และการเพิ่มศักยภาพ การตรวจสอบของหน่วยงานกำกับตรวจสอบ คณะกรรมาธิการฯ มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการปฏิรูประบบงบประมาณไทย เสนอต่อ คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๑) ควรปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณในเบื้องต้นตามข้อเสนอของ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบงบประมาณไทย ที่ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... ๒) ควรพิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณทั้งฉบับในระยะยาว เช่น การทบทวนยกเลิกแนวทางการจัดทำงบประมาณหลายเส้นทางเพื่อลดความซับซ้อนและซ้ำซ้อนในการ จัดทำงบประมาณ งบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด งบ Flagship และงบบูรณาการ ๓) ควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับระบบงบประมาณ เช่น พระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พระราชบัญญัติหนี้สาธารณะ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ
๔) ควรจัดทำพระราชบัญญัติฉบับใหม่ เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยสำนักงบประมาณ ของรัฐสภา (PBO) โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร และจัดสรรทรัพยากรให้ PBO อย่างเหมาะสมเพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้น ๕) ควรปฏิรูปโครงสร้างและการทำงานของสำนักงบประมาณ เช่น ปฏิรูปโครงสร้าง องค์กรและพัฒนาระบบธรรมาภิบาล เพิ่มสัดส่วนการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ โดยเฉพาะโครงการ ลงทุนใหม่ ปรับหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดกรองคำของบประมาณของสำนักงบประมาณให้ยึดโยง กับหลักความคุ้มค่า คำนึงถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม พิจารณาจัดสรรงบประมาณ ในรูปแบบเงินอุดหนุนทั่วไป (Block Grant) มากขึ้น เช่น งบในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ๖) ควรกระจายอำนาจทางการคลังและงบประมาณสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗) ควรปฏิรูปภาครัฐ เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างทางการคลัง เช่น ลดสัดส่วนรายจ่ายประจำ ลดภารกิจซ้ำซ้อน เลิกภารกิจล้าหลัง ๘) ควรเพิ่มบทบาทของคณะกรรมาธิการสามัญสภาผู้แทนราษฎรชุดต่าง ๆ ในกระบวนการ พิจารณางบประมาณของฝ่ายนิติบัญญัติ ๙) ควรปรับหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัว มากขึ้น รวมถึงการปรับแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างให้คำนึงถึงความคุ้มค่ามากกว่าแค่ราคา ขั้นต่ำ เพียงอย่างเดียว เพื่อให้ได้รับอุปกรณ์และบริการที่มีคุณภาพ ๑๐) การปรับแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างในทางหนึ่ง ควรมีแพลตฟอร์มที่รวบรวมครุภัณฑ์ สินค้า และบริการอื่นที่มีราคาที่ชัดเจนและมีคุณภาพที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่รัฐบาลกำหนด เพื่อให้ หน่วยงานดำเนินการจัดซื้อจากแพลตฟอร์มดังกล่าวก่อนที่จะมีการจัดซื้อจากภายนอกแพลตฟอร์ม ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการจัดซื้อสินค้าราคาสูงและคุณภาพไม่แน่นอน ๑๑) ควรเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับตรวจสอบ เช่น การเพิ่มศักยภาพ การทำงานให้แก่คณะกรรมาธิการของรัฐสภา การปฏิรูประบบการตรวจเงินแผ่นดิน และการยกระดับ การทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินกับรัฐสภา ทั้งนี้ ในระหว่างที่การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณเพื่อปฏิรูประบบ งบประมาณยังไม่แล้วเสร็จ รัฐบาลและสำนักงบประมาณควรพิจารณานำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ตาม รายงานฉบับนี้ไปปฏิบัติเพื่อยกระดับมาตรฐานของระบบงบประมาณ ได้แก่ การเปิดเผยข้อมูล ต่อสาธารณะ การจัดส่งข้อมูลเพิ่มเติมในขั้นการนำเสนอเอกสารงบประมาณประจำปีต่อรัฐสภา เช่น ข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นระบบเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ รายได้สาธารณะ รวมถึงหนี้สาธารณะ และภาระทางการคลังอื่น
จากปัญหาและข้อจำกัดในปัจจุบัน คณะกรรมาธิการฯ จึงมีข้อเสนอไปสู่การปฏิรูประบบ งบประมาณไทยทั้งหมด ๕ ประการ ดังนี้ ๑) การจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด ประกอบด้วยการรวมเงินนอกงบประมาณ เข้าสู่การจัดทำงบประมาณ การรวมงบประมาณรายได้ - รายจ่าย หนี้สาธารณะและภาระการคลังอื่น ทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตั้งแต่ก่อนการจัดทำงบประมาณ การแสดงข้อมูลหนี้สาธารณะ และภาระทางการคลังอื่นของรัฐอย่างเป็นระบบในเอกสารงบประมาณ และการรวบรวมภาระทางการคลัง ที่รัฐบาลอาจต้องแบกรับในอนาคต เพื่อให้สะท้อนถึงความเสี่ยงทางการคลังในอนาคต ๒) การเพิ่มศักยภาพกลไกกำกับวินัยการเงินการคลังให้เข้มแข็ง ประกอบด้วยการเพิ่ม ศักยภาพการกำกับของรัฐสภา และการเพิ่มศักยภาพการกำกับของคณะกรรมการนโยบายการเงิน การคลังของรัฐ ๓) การเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณฐานอดีตไปสู่การจัดสรรงบประมาณฐานศูนย์ ประกอบด้วยการปรับปรุงการวางแผนงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลให้มีการจัดลำดับความสำคัญ ทางนโยบายและกำหนดทิศทางการจัดสรรงบประมาณแบบ “คิดใหม่ ทำใหม่” การปรับปรุงการจัดทำ ร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับการจัดลำดับความสำคัญทางนโยบาย ของรัฐบาล และการปรับปรุงประสิทธิภาพและเพิ่มอำนาจในการพิจารณาและอนุมัติงบประมาณ ของสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการ ๔) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ ประกอบด้วยการปรับปรุงการกำหนด เป้าหมายตัวชี้วัดให้สามารถสะท้อนผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานได้จริงและกระตุ้นให้หน่วยรับงบประมาณ ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน การปรับหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณ ให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น และการปรับแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างให้คำนึงถึงความคุ้มค่า มากกว่าแค่ราคาต่ำเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ได้รับอุปกรณ์และบริการที่มีคุณภาพ ๕) การสร้างระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ประกอบด้วยการเปิดเผย ข้อมูลงบประมาณอย่างครบถ้วน เป็นปัจจุบัน และเข้าถึงได้ง่ายเพื่อสร้างความโปร่งใส การเปิดช่องทาง การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการงบประมาณอย่างมีความหมาย และการเพิ่มศักยภาพ การตรวจสอบของหน่วยงานกำกับตรวจสอบ คณะกรรมาธิการฯ มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการปฏิรูประบบงบประมาณไทย เสนอต่อ คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๑) ควรปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณในเบื้องต้นตามข้อเสนอของ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบงบประมาณไทย ที่ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... ๒) ควรพิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณทั้งฉบับในระยะยาว เช่น การทบทวนยกเลิกแนวทางการจัดทำงบประมาณหลายเส้นทางเพื่อลดความซับซ้อนและซ้ำซ้อนในการ จัดทำงบประมาณ งบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด งบ Flagship และงบบูรณาการ ๓) ควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับระบบงบประมาณ เช่น พระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พระราชบัญญัติหนี้สาธารณะ พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ
๔) ควรจัดทำพระราชบัญญัติฉบับใหม่ เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยสำนักงบประมาณ ของรัฐสภา (PBO) โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร และจัดสรรทรัพยากรให้ PBO อย่างเหมาะสมเพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้น ๕) ควรปฏิรูปโครงสร้างและการทำงานของสำนักงบประมาณ เช่น ปฏิรูปโครงสร้าง องค์กรและพัฒนาระบบธรรมาภิบาล เพิ่มสัดส่วนการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ โดยเฉพาะโครงการ ลงทุนใหม่ ปรับหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดกรองคำของบประมาณของสำนักงบประมาณให้ยึดโยง กับหลักความคุ้มค่า คำนึงถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม พิจารณาจัดสรรงบประมาณ ในรูปแบบเงินอุดหนุนทั่วไป (Block Grant) มากขึ้น เช่น งบในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ๖) ควรกระจายอำนาจทางการคลังและงบประมาณสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๗) ควรปฏิรูปภาครัฐ เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างทางการคลัง เช่น ลดสัดส่วนรายจ่ายประจำ ลดภารกิจซ้ำซ้อน เลิกภารกิจล้าหลัง ๘) ควรเพิ่มบทบาทของคณะกรรมาธิการสามัญสภาผู้แทนราษฎรชุดต่าง ๆ ในกระบวนการ พิจารณางบประมาณของฝ่ายนิติบัญญัติ ๙) ควรปรับหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัว มากขึ้น รวมถึงการปรับแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างให้คำนึงถึงความคุ้มค่ามากกว่าแค่ราคา ขั้นต่ำ เพียงอย่างเดียว เพื่อให้ได้รับอุปกรณ์และบริการที่มีคุณภาพ ๑๐) การปรับแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างในทางหนึ่ง ควรมีแพลตฟอร์มที่รวบรวมครุภัณฑ์ สินค้า และบริการอื่นที่มีราคาที่ชัดเจนและมีคุณภาพที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่รัฐบาลกำหนด เพื่อให้ หน่วยงานดำเนินการจัดซื้อจากแพลตฟอร์มดังกล่าวก่อนที่จะมีการจัดซื้อจากภายนอกแพลตฟอร์ม ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการจัดซื้อสินค้าราคาสูงและคุณภาพไม่แน่นอน ๑๑) ควรเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับตรวจสอบ เช่น การเพิ่มศักยภาพ การทำงานให้แก่คณะกรรมาธิการของรัฐสภา การปฏิรูประบบการตรวจเงินแผ่นดิน และการยกระดับ การทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินกับรัฐสภา ทั้งนี้ ในระหว่างที่การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณเพื่อปฏิรูประบบ งบประมาณยังไม่แล้วเสร็จ รัฐบาลและสำนักงบประมาณควรพิจารณานำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ตาม รายงานฉบับนี้ไปปฏิบัติเพื่อยกระดับมาตรฐานของระบบงบประมาณ ได้แก่ การเปิดเผยข้อมูล ต่อสาธารณะ การจัดส่งข้อมูลเพิ่มเติมในขั้นการนำเสนอเอกสารงบประมาณประจำปีต่อรัฐสภา เช่น ข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นระบบเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ รายได้สาธารณะ รวมถึงหนี้สาธารณะ และภาระทางการคลังอื่น
สารบัญ
ปกหน้า
คำนำ
รายนามคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร
รายนามคณะอนุกรรมาธิการฯ
บทสรุปผู้บริหาร
สารบัญ
บทที่ 1 บทนำ
1.1 ที่มาและความสำคัญ
1.2 วัตถุประสงค์
1.3 ขอบเขตการศึกษา
1.4 วิธีการศึกษา
1.5 กรอบการพิจารณา
1.6 ระยะเวลาในการศึกษา
1.7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
บทที่ 2 การรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงตามกรอบการศึกษา
2.1 การประชุมคณะกรรมาธิการฯ
2.2 การจัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ
2.3 การประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ
บทที่ 3 สภาพปัญหาของระบบงบประมาณไทย
3.1 ปัญหาที่ 1 : ระบบงบประมาณของไทยมีลักษณะกระจัดกระจาย ไม่ได้เป็นระบบงบประมาณรวมยอด (Consolidated Budget)
3.2 ปัญหาที่ 2 : กลไกกำกับวินัยการเงินการคลังอ่อนแอ (Weak Fiscal Discipline)
3.3 ปัญหาที่ 3 : การจัดสรรงบประมาณเป็นแบบฐานอดีต (Incrementalism)
3.4 ปัญหาที่ 4 : การใช้จ่ายงบประมาณขาดประสิทธิภาพ (Inefficiency)
3.5 ปัญหาที่ 5 : ระบบธรรมาภิบาลอ่อนแอ (Weak Governance) ไม่โปร่งใสและตรวจสอบได้ยาก
บทที่ 4 ข้อเสนอแนะต่อการปฏิรูประบบงบประมาณไทย
4.1 ข้อเสนอที่ 1 การจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget)
4.2 ข้อเสนอที่ 2 การเพิ่มศักยภาพกลไกกำกับวินัยการเงินการคลังให้เข้มแข็ง
4.3 ข้อเสนอที่ 3 การเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณอดีตไปสู่การจัดสรรงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting)
4.4 ข้อเสนอที่ 4 การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ
4.5 ข้อเสนอที่ 5 การสร้างระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
บทที่ 5 ข้อเสนอว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ
5.1 การมุ่งหน้าสู่ระบบงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget)
5.2 การเพิ่มบทบาทของรัฐสภาในการกำกับตรวจสอบเรื่องงบประมาณ
5.3 การทำให้ระบบงบประมาณตอบสนองต่อประชาชนมากขึ้น
5.4 การเพิ่มความเข้มแข็งของกลไกกำกับวินัยการเงินการคลังในกระบวนการงบประมาณ
5.5 การยกระดับธรรมาภิบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความรับผิดชอบ และประชาชนมีส่วนร่วม
5.6 การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ
5.7 (ร่าง) พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ....
5.8 ตารางเปรียบเทียบ (ร่าง) พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. .... กับพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561
บทที่ 6 สรุปผลการศึกษาและข้อสังเกต
6.1 สรุปผลการศึกษา
6.2 ข้อสังเกต
บรรณานุกรม
หนังสือนำ
ปกหลัง