รายงานการวิจัยเรื่อง ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย

dc.contributor.authorสุณัย ผาสุขTH
dc.contributor.orgUnitคณะกรรมาธิการการต่างประเทศวุฒิสภาTH
dc.date.accessioned2014-07-22T01:53:07Z
dc.date.available2014-07-22T01:53:07Z
dc.date.issued2005-09TH
dc.description.abstractการวิจัยเรื่อง ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย โดยได้พิจารณา และตรวจสอบนโยบายด้านต่างๆ ของรัฐบาลไทย ทั้งในด้านการต่างประเทศ ความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับ ความรุนแรง และปัญหาความมั่นคงแง่มุมต่างๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า มีความเหมาะสมสอดคล้องกับการรักษาส่งเสริมความมั่นคงแห่งชาติ ผลประโยชน์แห่งชาติความถูกต้อง และภาพพจน์เกียรติภูมิของไทยในเวทีระหว่างประเทศหรือไม่ ผลการวิจัยพบว่า การต่อต้านอำนาจรัฐไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาเก่าแก่ ขบวนการแบ่งแยกดินแดนต่างๆ ได้ผสมผสานเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ การเมือง และสังคมวัฒนธรรม เข้ากับปัจจัยที่เกิดจากนโยบายบางประการ และพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่สร้างเงื่อนไขความไม่ยุติธรรมแก่ประชาชนเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหว ส่วนในระดับระหว่างประเทศนั้นก็มีการดึงเอาแนวคิดอิสลามที่มีความเคร่งครัด และนิยมความรุนแรงเข้ามาช่วยตีความสร้างความชอบธรรม และขยายแนวร่วมว่า เป็นการเรียกร้องอิสรภาพของชาวมุสลิมให้หลุดพ้นจากการกดขี่ และความอยุติธรรม ปัจจุบัน นอกจากจะมีปฏิบัติการต่อต้านอำนาจรัฐแล้ว ขบวนการแบ่งแยกดินแดนยังทำร้ายร่างกาย และทำลายทรัพย์สินของประชาชนแทบทุกวัน ซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นในความสามารถของรัฐบาลไทยที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยลดต่ำลง ขณะที่อาณาจักรแห่งความหวาดกลัวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขยายออกไปในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อเสนอแนะ รัฐบาลไทยมีหน้าที่ปราบปรามขบวนการก่อความไม่สงบ แต่การดำเนินการดังกล่าวจะต้องดำเนินไปภายใต้ขอบเขตของกฏหมาย และคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศ ขณะนี้ประชาคมระหว่างประเทศมีความกังวลเกี่ยวกับรายงานที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ดังที่ปรากฏในเหตุการณ์ใช้กำลังปราบปรามที่มัสยิดกรือเซะ และที่อำเภอตากใบ ตลอดจนรายงานเกี่ยวกับการ“อุ้มฆ่า” ชาวมุสลิมจำนวนมาก รวมทั้งกรณีของนายสมชาย นีละไพจิตร การที่รัฐบาลไทยไม่สามารถติดตามหาผู้กระทำผิดมาฟ้องร้องดำเนินคดี เพื่อให้มีการลงโทษที่สาสมกับความรุนแรงของความผิดได้นั้น หมายถึงการส่งเสริมให้เกิด “วัฒนธรรมของการไม่ต้องรับโทษ” รวมทั้งยังสร้างความเข้าใจผิดในประเทศมุสลิมว่า รัฐบาลไทยกดขี่ข่มเหง และเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาตรการที่จะแก้ไขปัญหาข้างต้นนั้นจะต้องดำเนินควบคู่กันไประหว่างการปราบปรามกองกำลังติดอาวุธ การคุ้มครองดูแลประชาชน และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของชุมชน โดยมีการปฏิบัติการจิตวิทยา และการข่าวกรองเป็นมาตรการสนับสนุน พร้อมกันนี้ยังจะต้องดึงเอาประชาชนออกจากขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยยึดถือแนวทางสันติวิธี สมานฉันท์การมีส่วนร่วม สิทธิมนุษยชน และความยุติธรรมเป็นหลักตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติเสนอแนะ โดยไม่ใช้การกดดันบีบบังคับด้วยกำลัง หรือกฏหมายแต่เพียงอย่างเดียวTH
dc.description.abstractThe southern border provinces have been the scene of resistance against authority of the Thai State for centuries. Separatist movements combine internal factors—such as historical background of the region, political conditions and socio-cultural context—with repressive and abusive policies and actions of some elements in the Thai State. They also adopt radical interpretation of Islam from abroad to justify their operations as the struggle to liberate Muslim population from repression and injustice. The separatist militants have recently expanded their targets from government officials and locations to local civilians. This trend has undermined public confidence in the Thai government and at the same time expanded the realm of fear in the southern border provinces. The Thai State must seek to end insurgency in the southern border provinces. But to do that, it must fully respect due process of law and human rights principles in the constitution of Thailand as well as international agreements. At present, there are international concerns over reports of serious human rights violations committed by the Thai security forces—such as the incidents at Krue Se Mosque and Tak Bai as well as alleged enforced disappearances of Muslims (including Somchai Neelapaijit). The failure to investigate and bright those responsible for these crimes to justice has created a culture of impunity, and at the same time generate international perception among Muslim countries/communities that the Thai government mistreat Muslim population in the southern border provinces. Any measures to solve the above problems must carry out in parallel military operation and law enforcement against the separatist militants; the protection of civilian population; and the improvement of community livelihood. Psychological measures and intelligence are also important. To win “hearts and minds” of the local population, the Thai government must not pressure them with force and legal measures. The Thai government should follow recommendations of the National Reconciliation Commission by adopting peaceful conflict resolutions, reconciliatory initiatives, participatory process, human rights principles and justice.en
dc.description.sponsorshipคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภาTH
dc.description.tableofcontentsปก บทคัดย่อ ABSTRACT กิตติกรรมประกาศ สารบัญ บทที่ 1 บทนำ >1.1 สภาพปัญหา และความสำคัญของการโครงการวิจัย >1.2 วัตถุประสงค์ในการวิจัย >1.3 ประโยชน์ในการวิจัย บทที่ 2 วิธีการศึกษาและเก็บข้อมูล บทที่ 3 พัฒนาการขอบขบวนการมลายูมุสลิมการต่อต้านอำนาจรัฐไทย และปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ >3.1 ปมประวัติศาสตร์สยาม-ปัตตานี และพัฒนการของขบวนการมลายูมุสลิม >3.2 การแก้ปัญหาขบวนการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ตั้งแต่ปี 2524-2545 >3.3 สถานการณ์ในปัจจุบันของขบวนการมลายูมุสลิมและปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ บทที่ 4 ผลกระทบของปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อสถานะด้านสิทธิมนุษยชนของไทยในเวทีระหว่างประเทศ >4.1 กรณีการใช้กำลังปราบปรามที่มัสยิดกรือเซะ จังหวัดปัตตานี (28 เมษายน 2547) >4.2 กรณีการใช้กำลังปราบปรามที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส (25 ตุลาคม 2547) >4.3 กรณีการหายตัวของนายสมชาย นีละไพจิตร >4.4 กรณีพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน >4.5 ปฏิกิริยาของประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ บทที่ 5 สรุปและข้อเสนอแนะ >5.1 ข้อเสนอแนะ ประวัติผู้วิจัย
dc.format.extent93TH
dc.format.mimetypeapplication/pdfTH
dc.identifier2548_วิจัย_ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้_สว.pdfTH
dc.identifier.isbn9748038092TH
dc.identifier.urihttps://hdl.handle.net/20.500.14156/380518
dc.identifier.urihttps://doi.org/10.82220/838
dc.language.isothaTH
dc.publisherคณะกรรมาธิการการต่างประเทศวุฒิสภาTH
dc.publisher.placeกรุงเทพฯTH
dc.rightsสามารถนําไปเผยแพร่ได้ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา - ไม่ใช้เพื่อการค้า - ไม่ดัดแปลง 3.0. (CC BY-NC-ND)TH
dc.rights.holderสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาTH
dc.subjectการวิจัยTH
dc.subjectสารสนเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาTH
dc.subjectปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้TH
dc.subjectขบวนการแบ่งแยกดินแดนTH
dc.subjectมุสลิมTH
dc.subjectจังหวัดชายแดนภาคใต้TH
dc.subjectขบวนการก่อความไม่สงบTH
dc.subjectการละเมิดสิทธิมนุษยชนTH
dc.titleรายงานการวิจัยเรื่อง ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยTH
dc.typeText
dcterms.accessRightsOpen accessTH
mods.genreรายงานการวิจัยTH
mods.physicalLocationหอสมุดรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
nalt.councilTypeวุฒิสภา
nalt.date.issuedBE2548-09
แฟ้มข้อมูล
บันเดิลข้อมูลต้นฉบับ
แสดง 1 - 1 จากทั้งหมด 1
ภาพตัวอย่าง
ชื่อ:
2548_วิจัย_ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้_สว.pdf
ขนาด:
559.13 KB
รูปแบบ:
Adobe Portable Document Format